การกำหนดคุณภาพของทองคำ ยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำ ในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ ทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีเกณฑ์บ่งบอกคุณภาพความบริสุทธิ์ของเนื้อทองเป็นกะรัต มีชื่อเรียกว่า “ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะ หรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามสัดส่วน
ความบริสุทธิ์ของทองคำมีหลายประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกัน ดังนี้
1. ทองคำบริสุทธิ์ 24 K คือ ทองคำที่มีแร่ทองอยู่ 99.99% ทองประเภท 24K นิยมเอามาทำเป็นทองคำแท่ง เพราะมีความอ่อนตัวสูงขึ้นรูปได้ยาก จึงนิยมนำมาหลอมและใส่แร่ชนิดอื่นผสมเข้าไป เพื่อให้ขึ้นรูปง่ายขึ้น แต่ในหลาย ๆ ที่ก็ยังนิยมนำทอง 99.99 % นี้มาทำเป็นเครื่องประดับ
2. ทองคำ 22K คือ ทองคำบริสุทธิ์ 92% ส่วนอีก 8% เป็นโลหะชนิดอื่น ๆ ที่มีการหลอมเข้ามา ทองคำประเภทนี้นิยมในประเทศแทบตะวันออกกลาง มีราคาสูง แต่นิยมนำมาขึ้นรูปเป็นทองรูปพรรณ
3. ทอง 18K คือ ทองคำบริสุทธิ์ 75% เฉดสีเหลืองขาว เป็นที่นิยมในประเทศ อิตาลี,ฝรั่งเศส, และญี่ปุ่น ใช้ทำเครื่องประดับเป็นส่วนใหญ่
4. ทอง 14K คือ ทองคำบริสุทธิ์ 58.33% เฉดสีเหลืองขาว เป็นที่นิยมในแถบประเทศสหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ และอังกฤษ มักใช้ทำเครื่องประดับและใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
5. ทอง 9K คือ ทองคำบริสุทธิ์ 37.5% เฉดสีเหลืองปนเขียว ส่วนมากประเทศอังกฤษนิยมใช้ทำตัวเรือนของเครื่องประดับที่มีราคาย่อมเยา และใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
6. ทอง 8K คือ มีทองคำบริสุทธิ์ประมาณ 33.3% เฉดสีเหลืองซีด ถือว่ามีความบริสุทธิ์ต่ำที่สุดในกลุ่ม น้ำหนักเบา และราคาถูก มักใช้ทำเป็นเครื่องประดับเป็นที่นิยมในแถบประเทศเยอรมัน
สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์ มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไป เพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้น
ทองคำได้รับความนิยมในวงการเครื่องประดับ เพราะเป็นโลหะชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการ ดังนี้
1. ความงดงามมันวาว (Lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะอื่น ๆ ช่วยเพิ่มความงดงามและมันวาวให้แก่ทองคำมากยิ่งขึ้น
2. ความคงทน (Durable) แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ทองคำไม่ขึ้นสนิมและไม่ผุกร่อน อาจจะเกิดรอยบุบเกิดขึ้นได้จากการใช้งานทองรูปพรรณที่ขึ้นรูปทรงแล้ว
3. ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมา ในสมัยก่อนต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เจำนวนหลายตัน หรือต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนการผลิต
4. การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความยืดหยุ่น นำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการ ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ช่องทางการสั่งซื้อสินค้าทองคำทุกประเภท
WEBSITE : www.ykt.co.th
FACEBOOK : https://www.facebook.com/yaowaratkrungthep
Line Official : @yktgold